x
ดาวน์โหลดแอป Today for tomorrow ได้แล้ววันนี้
     

เพิ่มพลังสมองด้วยเสียงดนตรี

จากศาสตร์ด้านการทำงานของสมองและเรียนรู้ (Brain and human learning) ซึ่งการศึกษาผลของดนตรีที่มีต่อสติปัญญา-อารมณ์ มามากกว่า 30 ปี ทำให้เรารู้รายละเอียดของการทำงานของสมองมากขึ้น จนโรงเรียนหลายแห่งทั้งในอเมริกาและยุโรปนำผลการวิจัยไปเป็นหลักของการปรับวิธีการเรียนการสอน โดยการนำเอาดนตรีประเภทต่างๆ มาใช้ในการสอนจนทำให้เด็กเรียนดีขึ้น เก่งขึ้นและมีความสุขในการเรียนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกเหนือไปจากการค้นพบการบำบัดอาการต่างๆ ด้วยดนตรีอย่างได้ผล ดังนั้นดนตรีมีพลังต่อความคิด จิตใจ และสติปัญญาของเด็กมากกว่าที่เราคาดคิด

นอกจากนี้ศาสตร์ทางสมองและการเรียนรู้ทำให้เรารู้ว่า การเรียนรู้ของลูกน้อยมีพลังมากที่สุดในช่วงแรกของชีวิตตั้งแต่เป็นทารกในครรภ์ โดยผ่านประสาทสัมผัสต่างๆ ที่เริ่มพัฒนาเพิ่มขึ้นตามพัฒนาการทางสมอง และการสื่อสารกับสังคมรอบตัวของทารกในครรภ์ด้านอื่นมีน้อยกว่าการรับรู้ทางเสียง จึงทำให้การเรียนรู้จากการได้ยินจึงเป็นที่มีบทบาทต่อพัฒนาการหลายๆ ด้านของทารก โดยเฉพาะด้านสติปัญญา-อารมณ์มากว่าการสื่อสารด้านอื่น ทุกๆ ข้อมูลที่ทารกในครรภ์ ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารของแม่ด้วยคำพูดกับลูกด้วยความรัก เสียงรอบๆ ตัวของแม่ เช่น เสียงพูดของพ่อ หรือคนในครอบครัว เสียงรถ เสียงปิดประตู ฯลฯ ที่ได้ยินซ้ำๆ กันทุกวัน เป็นการกระตุ้นให้ลูกเปิดโลกแห่งการเรียนรู้ ทำให้ทารกเริ่มกระบวนการจดจำ มีการตอบสนองต่อเสียงต่างๆ ตามจังหวะและโทนเสียง             

ตัวจังหวะและโทนเสียงที่ผสมผสานกับอารมณ์ที่มากับเสียง หรือกริยาท่าทางของคนรอบตัวนั่นเองที่ทำให้ ทั้งทารกในครรภ์และเด็กๆ ทุกคนที่รับข้อมูลจะทำการแปลข้อมูลที่ได้มาจากการได้ยินเป็นการเรียนรู้ ยิ่งได้รับข้อมูลมามากก็จะมีการเพิ่มพลังการเรียนรู้ที่จะเป็นฐานของความรู้เรื่องต่างๆ ต่อไป ในขณะที่สมองที่ได้รับการกระตุ้นก็จะมีกิ่งก้านเซลล์สมองยื่นออกมามากมายนับหมื่น นับแสนกิ่งในแต่ละครั้งที่เด็กเรียนรู้เรื่องต่างๆ ตามลักษณะของเสียง         

ลักษณะของเสียงอาจแบ่งเป็นสองประเภทคือ เสียงที่เป็นระบบ เช่น เสียงเพลง เสียงนกร้อง และ เสียงที่ไม่เป็นระบบ เช่น เสียงในตลาด เสียงรถ เสียงระเบิด         

จึงมีการวิจัยผลของเสียงที่เป็นระบบ เช่น ดนตรีรูปแบบต่างๆ ว่าส่งผลกับสติปัญญาของเด็กอย่างไร และพบว่าท่วงทำนองที่มีจังหวะที่สัมพันธ์กับการเต้นของหัวใจของแม่ที่ทารกในครรภ์ได้ยินอยู่ตลอดเวลานั่นเอง ทำให้คนเกิดความรู้สึกผ่อนคลาย (Relax) และเมื่อคนเกิดการผ่อนคลาย การเรียนรู้ก็สามารถเกิดขึ้นได้โดยง่าย จนเป็นที่มาของทฤษฎี Mozart effect มีการขายเพลงพร้อมอุปกรณ์มาจ่อท้องให้ทารกฟังเพลงโมสาร์ท ในขณะที่แม่อาจฟังเพลงหัวใจแลกเบอร์โทร ฟังไปเต้นไป ลูกคงงง ว่าจะให้ฟังอะไร ความจริงแล้วแม่คนไทยที่ไม่ชอบเพลงโมสาร์ทแล้วเปิดเพลงโมสาร์ทเพื่อให้ลูกฟังอาจทำให้ลูกไม่สบอารมณ์ก็ได้

ดังนั้นสเป็คของเพลงต่างหากที่มีความสำคัญ คือ ลักษณะของท่วงทำนอง จังหวะที่สร้างอารมณ์ต่างๆ นั่นเองที่เป็นความลับที่ไขมา จนในขณะนี้มีผลการวิจัยที่ไปไกลมากจนรู้ว่าว่าเพลงแบบไหนทำให้สมองส่วนคณิตศาสตร์ หรือศิลปะถูกกระตุ้น หรือเพลงแบบไหนที่สามารถทำให้เกิดการหลั่งสารประเภทต่างๆ ได้ดี       

ในขณะที่งานวิจัยเกี่ยวกับเด็กที่โตมาในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงไม่เป็นระบบระเบียบ มักไม่ส่งผลดีกับการพัฒนาสติปัญญาของเด็ก เสียงที่ดังมาก เช่น ระเบิด ดนตรีที่มีความดังมากๆ หรือเสียงใดๆ ที่ทำให้เกิดภาวะเครียดกับทารกและเด็กก็จะทำให้สมองของพวกเขาหลั่งสารเครียด เช่น สารคอร์ติซอล (Cortisal) ออกมา สารนี้เมื่อหลั่งออกมาในภาวะเครียดทำให้สมองส่วนความคิด ความจำถูกทำลายไปครั้งละมากๆ เด็กที่อยู่ใกล้ถนน พ่อ แม่ทะเลาะกันบ่อย จึงเป็นเด็กที่มีการหลั่งสารเครียดอยู่เป็นประจำ จึงมีสิทธิ์เป็นเด็กที่เสี่ยงต่อภาวะบกพร่องทางอารมณ์-สังคม หรือสติปัญญาได้ หากการกระทำรุนแรงและต่อเนื่อง  

ดังนั้นหากอยากใช้ดนตรี หรือเสียงที่สร้างพลังทางสติปัญญาอารมณ์ให้กับลูกน้อย คุณพ่อคุณแม่ควรทราบว่าเสียงที่เป็นระบบ ส่งผลดีกว่าเสียงที่ไม่เป็นระบบ เพราะขณะที่เด็กฟัง หรือเล่นดนตรีทำให้สมองสองด้านทำงานประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่เด็กฟังและจดจำ และเกิดปฏิกริยาตอบสนองนั้น การเรียนรู้เกิดขึ้นทันที สมองทั้งสองด้านทำงานพร้อมๆ กัน แต่อาจไม่เท่ากัน

หากไม่แน่ใจว่าเพลงลักษณะไหนดีต่อลูก ก็อาจเลือกเพลงที่ฟังสบายๆ ใสๆ ไม่เศร้า เปิดให้ลูกฟังขณะอ่านหนังสือ ก่อนนอน รับประทานอาหาร หรือเพลงเร็วในขณะที่ลูกเต้น เคลื่อนไหวร่างกายตามจังหวะ เป็นต้น

ดนตรีจึงเป็น “น้ำทิพย์” ที่จำเป็นสำหรับบ่มเพาะสมองให้งอกงามและเพิ่มพลังแห่งจินตนาการ นักวิชาการทางดนตรีและการเรียนรู้ เชื่อว่าดนตรี เป็นสิ่งที่ช่วยเพาะบ่มญาณปัญญา (Intuition) อันวิเศษ เพราะดนตรีช่วยปลดปล่อยคนให้อิสระ และอยู่ใกล้ชิดจิต และวิญญาณของตนเองได้ง่าย ถ้าถูกสอนอย่างสร้างสรรค์

ดังนั้นดนตรีเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กทุกคน และจำเป็นมากที่สุดสำหรับเด็กปฐมวัย (0-6 ขวบ) และนักเรียนในระดับประถมศึกษา หลักสูตรการดนตรีที่สร้างสรรค์ ควรจะถูกฝึกฟื้นในโรงเรียนมากกว่าที่เป็นอยู่ แล้วเราจะได้เยาวชนที่มีจิตใจงดงามเฉลียวฉลาดกว่าที่ผ่านๆ มา

HiQDDinfo-01-3

……………………………………………………………………………..

บทความโดย รศ.ดร. อุษณีย์ อนุรุทธวงศ์ ประธานศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพเด็ก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

 

‪#‎HiQDreamDiscovery ‪#‎HiQKidsClub

กลับหน้าแรกบทความ

บทความที่ผ่านมา

1_ml
ความจำสร้างได้ 7 วิธีฝึกลูกให้ความจำดี เพื่อความสำเร็จที่มากกว่า
ความจำเป็นกุญแจสำคัญในการเรียนรู้ เป็นปัจจัยที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในอนาคต Hi-Q Dream Discovery มีเทคนิคการพัฒนาความ...
s3
เรียนดนตรีเมื่อไหร่ดี??
          โดยทั่วไปในเด็กปรกติจะมีความสามารถตอบสนองต่อเสียงและจังหวะรูปแบบต่างๆ โดยธรรมชาติอยู่แล้ว เห็นได้จากการโย...
Banner_2
เสริมสร้างพัฒนาการลูกรัก ด้วยกิจกรรมกลางแจ้งมาแรง “ขี่ม้า”
  ลูกรักมีพัฒนาการสมวัย ฉลาด ร่างกายแข็งแรง คือสิ่งที่คุณแม่ทุกคนต้องการ คุณแม่แต่ละท่านจึงมีวิธีการเลี้ยงลูก ...