x
ดาวน์โหลดแอป Today for tomorrow ได้แล้ววันนี้
     

เรียนดนตรีเมื่อไหร่ดี??

          โดยทั่วไปในเด็กปรกติจะมีความสามารถตอบสนองต่อเสียงและจังหวะรูปแบบต่างๆ โดยธรรมชาติอยู่แล้ว เห็นได้จากการโยกตัว ตบมือ หรือเคาะมือตามเสียงเพลง การให้เด็กฟังเพลงที่มีคุณภาพดีๆ เป็นประจำตั้งแต่เป็นทารก ทำให้เด็กมีรสนิยมทางดนตรีที่ดี ซึ่งการฟังบ่อยๆ เป็นสิ่งสำคัญต่อความจำจากการได้ยิน และความจำเป็นบันไดขั้นแรกที่ทำให้เด็กเรียนรู้เรื่องต่างๆ ได้ในเวลาต่อมา

          จากการศึกษาวิจัยเรื่องพัฒนาการของความสามารถทางคนตรีเราพบว่า เด็กแต่ละช่วงวัยมีพัฒนาการทางดนตรีขึ้นอยู่กับวัย เพราะขีดความสามารถทางสมอง ร่างกาย ประสบการณ์ ฯลฯ มีการแบ่งช่วงอายุคร่าวๆ ที่จะเห็นได้ชัดว่า เด็กแต่ละช่วงวัยแตกต่างกันคือ หากเข้าใจถึงพัฒนาการทางดนตรีของเด็กแต่ละช่วงวัยก็จะช่วยให้เตรียมความพร้อมให้ลูกเรียนดนตรีได้ดีขึ้น

          การที่เด็กจะเรียนดนตรีได้ต้องมีความพร้อมทางพัฒนาการหลายด้านที่สัมพันธ์กับความสามารถทางการเรียนดนตรีของเด็ก เช่น มือต้องมีความแข็งแรงพอที่จะจับเครื่องดนตรีได้ถนัด เด็กเล็กๆ อาจไม่สามารถเล่นเครื่องดนตรีที่ใช้ประสาทสัมผัสหลากหลายเช่นเด็กโตได้ อาจใช้เครื่องดนตรีที่ใช้การเคาะ การตีได้ดีกว่าเครื่องดนตรีที่ต้องให้กล้ามเนื้อหลายชนิด เช่น เปียโน ฮาร์ป เป็นต้น สิ่งสำคัญมากที่สุดในเด็กทารกคือความสามารถทางความจำเสียง ทั้งจังหวะ ทำนอง โทนเสียง ให้มากพอที่เขาจะสามารถที่จะแยกแยะเสียงที่ฟังว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร

เด็ก 0-4 ขวบ : วัยสร้างความรักทางดนตรี

          เด็กอายุ 2 ขวบ สามารถร้องเพลงเป็นท่อนสั้นๆ อาจผิดเสียง พอ 3 ขวบ ก็อาจร้องได้ทั้งเพลง 4 ขวบ ก็ร้องถูกจังหวะจะโคน ทั้งเนื้อร้องทำนอง แต่ก็ยังไม่สามารถทำเสียงตามดนตรีได้ ถึงแม้ว่าโดยทั่วไปเด็กจะทำได้คล้ายคลึงกัน เพราะเด็กทุกคนมีดนตรีในหัวใจเป็นทุนอยู่แล้ว แต่เด็กที่มีความสนใจ หรือมีพรสวรรค์ทางดนตรีก็จะแสดงออกถึงความสนใจในเสียง ผิดกับเด็กวัยเดียวกัน และสามารถจดจำและทำตามทั้งท่วงทำนองจังหวะได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ เด็กวัยนี้คือวัยสำคัญของการเรียนดนตรี คือวัยที่ให้มีการฟังดนตรีมากๆ เรียกว่าเป็น “วัยสร้างความรักทางดนตรี” เพราะความเก่งเป็นสิ่งที่ตามมาจากความรัก อยากให้ลูกเรียนดนตรีได้ผลดีต้องให้เขาเกิดความรักก่อนเป็นทุน เด็กบางคนที่แสดงออกว่าอยากเรียนที่จะเล่นเครื่องดนตรีบางอย่างก็สามารถเริ่มเรียนได้แล้ว  

เด็ก 5-6 ขวบ : วัยฉายแววศิลปินเดี่ยว

          สามารถแสดงความก้าวหน้าทางดนตรีอย่างชัดเจนผิดไปจากวัยต้นๆ เด็กทั่วไปสามารถเรียนรู้ที่จะเล่นเครื่องดนตรีง่ายๆ ส่วนเด็กที่มีแววในวัยนี้อาจส่อแววชัดเจนขึ้นว่าจะเป็น ศิลปินเดี่ยว ได้ชัดเจนกว่าวัย 0-4 ขวบ

เด็ก 7-11 ขวบ : วัยร้อง เล่น เต้น ครบเครื่อง

          เป็นช่วงที่สามารถที่พัฒนาทางดนตรีได้มากกว่าวัยต้นๆ เพราะพัฒนาการทางร่างกายพร้อมที่จะเล่นเครื่องดนตรีได้หลากหลายรูปแบบมากขึ้น หากให้ฝึกเล่นเครื่องดนตรีในช่วงวัยนี้เด็กทุกคนสามารถเล่นเครื่องดนตรีเกือบทุกอย่างได้ และเด็กที่มีความเป็นเลิศทางดนตรี จะฉายแววชัดเจนในการร้อง หรือเล่นดนตรีได้ดีกว่าเด็กวัยเดียวกัน บางคนที่เก่งมากๆ สามารถเล่นเครื่องดนตรีได้ดีเท่าเด็กโต หรือผู้ใหญ่ ในระยะช่วงวัยนี้ เด็กจะแสดงออกถึงความสามารถเกือบเต็มรูปแบบ เรียกว่า ทั้งฟังทั้งร้องทั้งเต้น บางคนก้าวหน้าถึงขนาดเขียนเนื้อเพลงง่ายๆ ได้แล้วร้องไปตามใจปรารถนา

          เด็กหลัง 11 ขวบ วัยนี้เป็นวัยสำคัญ หากเด็กบางคนยังไม่เคยเรียนรู้การเล่นเครื่องดนตรี ควรให้โอกาสเด็กได้เรียนก่อนที่จะเรียนได้ยากมากขึ้น เพราะวัยก่อน 7 ขวบ เป็นวัยที่สมองส่วนที่เรียนรู้เกี่ยวกับเสียงและการได้ยินทำงานดีที่สุด หากปล่อยให้เรียนหลัง 11-12 ขวบ จะเรียนรู้ไม่เร็วเท่าเด็กที่เล็กกว่า

          ส่วนเด็กบางคนที่มีแววเป็นนักดนตรี ก็อาจไม่ชอบเรียนวิชาอื่นเพราะอยากแต่จะใช้เวลาอยู่กับการดีด สี ตี เป่า คะแนนผลการเรียนอาจไม่ดี อาจะถูก “กัก” อยู่กับครูที่ต้อง “ซ่อม” วิชาเลขบ้าง ไวยากรณ์ภาษาบ้าง ฯลฯ เพราะกิจกรรมในโรงเรียนเริ่มเต็มมือ สภาพแวดล้อมทั้งบ้าน และโรงเรียนรวมทั้งความเข้าใจของพ่อแม่ ที่จะสนับสนุนลูกหรือไม่ เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาอัจฉริยภาพของเด็กพวกนี้ให้โดดเด่น หรืออาจตกหายไปเช่นที่เกิดกับเด็กจำนวนมาก

          นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่น่าเสียดายว่า วิธีสอนดนตรีมักจะเน้นทักษะ มากกว่าการปูพื้นเรื่องสุนทรียภาพทางดนตรี การคิด การจินตนาการโดยใช้ดนตรี การฝึกส่วนใหญ่จึงเน้น การร้องได้ จำตัวโน้ต เล่นตามโน้ตได้ ซึ่งการสอนในลักษณะเช่นนี้ จะทำให้เด็กแทนที่จะได้พัฒนาความสุนทรียภาพทางดนตรีทางสมองซีกขวา กลับกลายเป็นมาพัฒนาสมองซีกซ้ายเหมือนการหัดอ่านหัดเขียน หัวเด็กไทยเลยเอียงซ้าย ฝ่อขวา ทำให้เด็กไม่เก่งเท่าที่ควรจะเป็น

          ดังนั้นการเริ่มเรียนดนตรีควรจะเริ่มตั้งแต่วัยแบเบาะด้วยการให้เด็กฟังเพลงดีๆ ให้ฟังมากๆ ใช้ดนตรีเป็นสื่อภาษาแบบหนึ่ง เช่น จังหวะช้า จังหวะเร็ว เสียงสูงเสียงต่ำ ก็ทำให้เด็กมีการตอบสนองต่างกัน เมื่อเขาคุ้นชินกับความหมายทางดนตรีแล้วการเรียนก็จะง่ายขึ้น และควรฝึกการเล่นเครื่องดนตรีให้เหมาะกับวัย กับความสนใจ และสอดคล้องกับพัฒนาการแต่ละช่วงวัยของเด็กแต่ละคนดังที่กล่าวมาข้างต้น

 image003

บทความโดย รศ.ดร. อุษณีย์ อนุรุทธวงศ์ ประธานศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพเด็ก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

กลับหน้าแรกบทความ

บทความที่ผ่านมา

1
ลูกมีพรสวรรค์ทางด้านดนตรีหรือไม่?
เด็กทุกคนเกิดมามีพลังที่จะเรียนรู้มากมายหลายอย่างที่ผู้ใหญ่คาดไม่ถึง จะเห็นได้ว่าเด็กยิ่งเล็กยิ่งมีความกระตือรือร้น...
Banner1
เคล็ดไม่ลับกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของเด็กให้เต็มร้อย
“ความคิดสร้างสรรค์ เป็นสิ่งพิเศษ ที่เด็กทุกคนมีติดตัวกันมาตั้งแต่เกิด และเด็กแต่ละคนก็มีความพิเศษที่แตกต่างกัน แต่พ...
Banner2
เสริมสร้างพัฒนาการลูกรัก ให้ครบ3ด้านด้วยการว่ายน้ำ
    เพื่ออนาคตที่เหนือกว่าของลูกรัก คุณแม่จึงต้องเตรียมความพร้อมให้เค้าครบทุกด้าน การส่งเสริมพัฒนาการให้ลูกด้วยการอ...