x
ดาวน์โหลดแอป Today for tomorrow ได้แล้ววันนี้
     

ค้นหาความพิเศษในตัวลูก

จากประสบการณ์การทำงานมากว่า 35 ปี ที่ได้ทำงานให้กลุ่มผู้ปกครองทุกรูปแบบ บางคนที่มีลูกเก่งระดับอัจฉริยะ บางคนมีลูกเป็นเด็กพิเศษซึ่งมีภาวะบกพร่องทางด้านต่างๆ บ้างคนหูหนวก บางคนเป็นออติสติก บางคนมีปัญหาการเรียนรู้ พบว่าสิ่งที่สังคมไทยไม่สามารถปลดล็อค ในการพัฒนาเด็กในภาพรวมได้เพราะความไม่เข้าใจในเรื่องศักยภาพของเด็ก ว่าเด็กแต่ละคนมีศักยภาพต่างกันในแต่ละเรื่อง มีการแสดงออกและมีกระบวนการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน

 

ทุกคนมีเอกลักษณ์ทางปัญญาที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เหมือนลายมือ แต่ผู้ใหญ่มักมองเด็กแบบรวมว่าลูกเราอยู่ในพวกไหน หากไอคิวสูงก็ปักธงเลยว่าลูกฉันเป็นอัจฉริยะ และก็มีความคาดหวังว่าโตขึ้นเขาต้องเป็นอัจฉริยบุคคล โดยที่ไม่รู้ว่าคนไอคิวสูงส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เป็นเพราะว่าเขาขาดศักยภาพ แต่เป็นเพราะว่าคนที่ประสบความสำเร็จเป็นอัจฉริยบุคคลนั้น มีอะไรที่ต้องพัฒนาร่วมกับการเรียนรู้ทางวิชาการ เช่น ความอดทน มุ่งมั่น หมั่นสำเร็จ ทักษะทางสังคมและทักษะทางอารมณ์ เป็นต้น

 

เด็กที่มีศักยภาพสูงมากๆ ในบ้านเราจึงถูกทิ้งขว้างไม่พัฒนาเรื่องสำคัญที่จะทำให้เขาเป็นคนเก่ง เป็นคนดีที่มีคุณค่ากับสังคม จนทำให้เราหาคนเก่งแทบไม่ได้ในสังคมไทย ส่วนเด็กที่ถูกตีตราว่าสติปัญญาถดถอย หรือมีภาวะบกพร่องก็ไม่มีใครหวังว่าเขาจะมีความโดดเด่นอะไรได้ โรงเรียนก็มุ่งแต่ให้เด็กสามารถเรียนวิชาการที่เด็กทั่วไปเรียนให้ได้ โดยไม่สนใจหาศักยภาพ หรือความสามารถพิเศษในตัวเด็กมาฟูมฟักให้เขาสามารถยืนได้ด้วยตัวเอง

 

คุณพ่อคุณแม่จึงเป็นผู้ที่มีความสำคัญสูงมากที่จะค้นหาสิ่งดีๆ ที่มีอยู่ในตัวลูก โดยการสังเกตตั้งแต่เล็ก ไม่ว่าเขาจะถูกตีตราว่าอะไรก็ตามที หาสิ่งที่ลูกทำได้ดีที่สุดมากกว่าเด็กอื่นๆ หรือสิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุดในตัวเขา เช่น เด็กบางคนเรียนรู้อะไรยากเย็น แต่สามารถวาดรูปได้ดี เขาก็สามารถยังชีพในอนาคตได้ด้วยสิ่งที่เขารักและถนัด ซึ่งเราอาจแบ่งความสามารถของคนมีอยู่มากมายหลายด้าน หลักๆ ก็มี ดนตรี กีฬา ภาษา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคม ช่างและอิเล็กทอรนิกส์ ศิลปะ เป็นต้น

 

อีกทั้งความสามารถแต่ละด้านก็แตกย่อยเป็นหลากหลายสาขา เช่น ความสามารถทางกีฬา มีอยู่นับร้อยชนิด ถ้าลูกเรามีแววเป็นนักยิมนาสติก ลักษณะรูปร่างย่อมแตกต่างจากนักฟุตบอล เป็นต้น หากลูกมีแววด้านในด้านหนึ่งโดดแด่นกว่าแววด้านอื่นๆ ก็เป็นการง่ายที่จะพัฒนา และผู้ปกครองหลายท่านมีคำถามว่าถ้าลูกมีแววนี้โตขึ้นจะเป็นอะไร ขอเสนอคร่าวๆ นะคะ เพราะเด็กกว่าจะโตเขาจะเปลี่ยนแปลงอีกมากมาย

 

อาชีพของคนเก่งด้านต่างๆ ดังนี้

  • ด้านคณิตศาสตร์ มีมากมายหลายสิบอาชีพ เช่น นักบัญชี เศรษฐกร นักธุรกิจ นายธนาคาร วิศวกร สถาปนิก โปรแกรมเมอร์ นักวิทยาศาสตร์บางสาขา เป็นต้น
  • ด้านวิทยาศาสตร์ เช่น นักวิทยาศาสตร์ นักธรรมชาติวิทยา นักภูมิศาสตร์ เป็นต้น
  • ด้านผู้นำ/นักสังคม เช่น นักจิตวิทยา นักบริหาร จิตแพทย์ นักการเมือง นักปกครอง นักสังคมสงเคราะห์ เป็นต้น
  • ด้านภาษา เช่น นักเขียน นักแปล นักภาษาศาสตร์ จินตกวี นักพูด โฆษก นักเล่านิทาน บรรณาธิการ นักหนังสือพิมพ์ ผู้ประกาศข่าว เป็นต้น
  • ด้านการคิด เช่น นักคิด นักวางแผน นักประดิษฐ์ เป็นต้น
  • ด้านช่างเทคนิคและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ช่างไฟฟ้า ช่างอิเล็กทรอนิกส์ ช่างซ่อมรถยนต์ เป็นต้น
  • ด้านกีฬา (ทางการใช้กล้ามเนื้อ) เช่น นักกีฬา นาฏศิลป์ นักมายากล นักแสดง นักแสดงละครใบ้ เป็นต้น
  • ด้านดนตรี เช่น นักร้อง นักดนตรี นักแต่งเพลง วาทยากร นักเลียนเสียงสัตว์ ผู้ประดิษฐ์เครื่องดนตรี ผู้ที่ฝึกนกเขาชวา เป็นต้น
  • ด้านศิลปะและมิติสัมพันธ์ เช่น ศิลปิน นักประดิษฐ์ นักเดินเรือ นักบิน ช่างแกะสลัก นักปั้น ผู้นำทาง สถาปนิก เป็นต้น

ลองหาความสนใจของลูกตั้งแต่เขาเล็กๆ นะคะ ยิ่งรู้เร็วยิ่งสร้างโอกาสความสำเร็จมากขึ้น

……………………………………………………………………………..

บทความโดย รศ.ดร. อุษณีย์ อนุรุทธ์วงศ์ ประธานศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพเด็ก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

กลับหน้าแรกบทความ

บทความที่ผ่านมา

cover2
จุดประกายอนาคต สร้างนิสัยการเรียนรู้ด้วยนิทาน
เซลล์สมองของเด็กๆ มีการพัฒนาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ เด็กจึงเกิดมาพร้อมเซลล์สมองที่พร้อมเรียนรู้ และสามารถเข้าใจสิ่งต่า...
Banner2
ทำเรื่องเล่น (ของลูก) ให้เป็นเรื่องใหญ่
 ทำไมการเล่นจึงสำคัญ? KIDative: เรามองว่าการเล่น คือการเรียนรู้ ที่ KIDative จึงให้เด็กๆ เล่นสนุกได้อย่างเต็มที่ เพ...
1
ลูกมีพรสวรรค์ทางด้านดนตรีหรือไม่?
เด็กทุกคนเกิดมามีพลังที่จะเรียนรู้มากมายหลายอย่างที่ผู้ใหญ่คาดไม่ถึง จะเห็นได้ว่าเด็กยิ่งเล็กยิ่งมีความกระตือรือร้น...